สาระน่ารู้

หอมแบบกรุ่นกลิ่น ‘กราสส์’ ต้นกำเนิดความหอมส่งความหอมไปทั่วโลก

หอมแบบกรุ่นกลิ่น ‘กราสส์’ ต้นกำเนิดความหอมส่งความหอมไปทั่วโลก

เบื้องหลังความหอมของเมืองน้ำหอมที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานแห่งความหอมระดับโลก โดยมีจุดเริ่มต้นจากฟาร์มดอกมะลิในเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่ชื่อว่าเมือง ‘กราสส์’ (Grasse) คือเมืองในเขตโพรวองซ์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกรุ่นของดอกไม้นานาพันธุ์ เพราะความสูงจากระดับน้ำทะเลและมีอากาศที่อบอุ่นตลอดทั้งปี ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นมะลิพันธุ์ที่ดีที่สุดจากแขกมัวร์ที่นำมาจากตะวันออกเท่านั้น แต่เมืองกราสส์ยังรวมถึงดอกไม้แทบทุกชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตน้ำมันหอมหรือหัวเชื้อที่เรียกว่าเป็นเอสเซนเชียล ออยล์( Essential Oil ) จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองกราสส์ได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งน้ำหอมของโลก

Grasse the origins aroma 03

ในประวัติศาสตร์ คนโบราณรู้จักผลิตกลิ่นหอม ๆ กันมานานแล้ว โดยในสมัยอียิปต์โบราณมีการใช้เครื่องหอมและน้ำมันหอมในการบูชาเทพเจ้า รวมถึงการเฉลิมฉลองในพิธีกรรมต่างๆ และการประทินความงามของสาวๆ ส่วนชาวกรีกถือเป็นธรรมเนียมในการนำเครื่องหอมใหม่ๆ กลับมาจากต่างแดน ซึ่งชาวโรมันเองก็ใช้น้ำหอมในการบำบัดโรค ต่อมาจนถึงชาวอาหรับและเปอร์เซีย ได้เริ่มมีการคิดค้นเทคนิคชั้นสูงในการผลิตกลิ่นหอมในรูปแบบใหม่ ทำให้การใช้เครื่องหอมเป็นสิ่งที่เฟื่องฟูในโลกอิสลามเป็นอย่างมาก

Grasse the origins aroma 04

ก่อนจะกำเนิดอุตสาหกรรมความหอมนั้น เมืองกราสส์กลับมีชื่อเสียงในเรื่องของการผลิตเครื่องหนัง เมื่อฝรั่งเศสได้รับความรู้ด้านการฟอกหนังมาจากแขกมัวร์ ซึ่งกลิ่นหอม ๆ ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในช่วงศตวรรษที่ 16 เมื่อเริ่มมีการใช้เครื่องหอมในการดับกลิ่นเหม็นของเครื่องหนัง ทำให้พัฒนาจนกลายเป็นแฟชั่นแห่งความหอม เมื่อมีการใช้ความหอมกับของใช้ในชีวิตประจำวันแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า โดยเฉพาะที่นิยมอย่างยิ่งคือ ถุงมือพรมน้ำหอมสำหรับชนชั้นสูงของยุโรป ทำให้การผลิตน้ำหอมจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของกราสส์ในเวลาต่อมา และสามารถทำรายได้ให้กับเมืองที่อย่างมากมายมหาศาลในแต่ละปี

Grasse th eorgins aroma 02

ในทุกๆ เดือนสิงหาคม เจ้าของฟาร์มดอกไม้และคนงานของเขา จะช่วยกันเก็บเกี่ยวมะลิพันธุ์ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกด้วยมือ ทั้งนี้ก็เพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมสำหรับส่งให้กับโรงผลิตน้ำหอม โดยการเก็บเกี่ยวจะเริ่มขึ้นตั้งแต่หกโมงเช้า นั้นทำเหมือนเป็นการเก็บน้ำมันที่มะลิปล่อยออกมามากที่สุดในตอนกลางคืน ซึ่งคนงานหนึ่งคน จะสามารถเก็บมะลิได้คนละครึ่งกิโลกรัมภายในหนึ่งชั่วโมง หากต้องการน้ำมันหอมระเหยหนึ่งกิโลกรัม จะต้องใช้ดอกมะลิมากถึง 350 กิโลกรัม ความพิเศษของมะลิจากที่นี่คือ กลิ่นที่ หอมหวาน ละมุน และอ่อนนุ่มกว่ามะลิพันธุ์อื่น หากเป็นมะลิที่ปลูกที่อื่น คุณก็จะได้น้ำหอมที่ต่างออกไป เป็นการบ่งบอกถึงความพิเศษของดอกไม้จากเมืองแห่งนี้แบบเรียบง่าย